บทที่ 5 เวรดึก

ซองเอกสารถูกนำมาส่งที่แผนกก่อนเที่ยง

เจ้าหน้าที่ธุรการโทรหาธวัชเมื่อเห็นชื่อผู้ส่ง อาจารย์ขอให้วางไว้ก่อน จากนั้นโทรแจ้งภูเมือง

ชื่อสุรีย์เขียนด้วยปากกาสีน้ำเงิน มุมซองมีตรารับฝากจากวันก่อนเกิดเหตุ

ภูเมืองมาถึงพร้อมพนักงานสอบสวน เขาตรวจดูสภาพภายนอกก่อนให้บันทึกการรับมอบและเปิดซองต่อหน้าธวัช

ข้างในมีสมุดเล่มเล็ก สำเนาเอกสารห้าแผ่น และจดหมายหนึ่งฉบับ

ธวัชจำลายมือได้ตั้งแต่บรรทัดแรก

อาจารย์คะ

หนูอยากมาพูดเอง แต่กลัวว่าพอไปถึงจะไม่กล้าพูดอีก หนูเลยส่งส่วนนี้มาไว้ก่อน

บางอย่างหนูเขียนไว้ไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง หนูรู้ว่าต้องรับผิด หนูไม่ได้ขอให้อาจารย์ช่วยแก้ให้หนูพ้นผิด แค่ขอให้ฟังจนจบ

ธวัชอ่านช้าลง

คืนที่มาลินีตาย หนูยังได้ยินเธอเรียกหลังเวลาที่ลงไว้ในบันทึก หนูเซ็นชื่อไปแล้ว ทั้งที่รู้ว่ามันไม่จริง

สำเนาในซองเป็นบันทึกของสถานดูแล มีชื่อผู้ป่วย วันที่ และลายเซ็นหลายคน

ภูเมืองยังไม่เอาถ้อยคำในจดหมายไปถือเป็นข้อยุติ เขาขอให้ธวัชช่วยระบุว่าส่วนใดเกี่ยวข้องกับงานที่อาจารย์เคยทำ เพื่อประสานขอเอกสารต้นทางมาตรวจเทียบ

“ผมไม่ได้เป็นคนดูแลเธอครับ” ธวัชบอก “ได้รับแจ้งให้ไปตรวจหลังเสียชีวิตแล้ว”

เขามองชื่อมาลินี

“ตอนนั้นผมเห็นข้อมูลชุดที่เขานำมาให้ ต้องไปเปิดรายงานของตัวเองด้วย”

“มีใครให้ข้อมูลบ้างครับ”

ธวัชแตะชื่อสุรีย์บนกระดาษ

“เธอคนหนึ่ง”

ภูเมืองเปิดสมุดเล่มเล็ก หน้าต้น ๆ เป็นรายการซื้อของกับเบอร์โทรศัพท์ หลังจากนั้นลายมือเริ่มแน่นขึ้น บางหน้ามีรอยขีดฆ่าจนกระดาษแทบขาด

มีประโยคหนึ่งถูกเขียนซ้ำสามครั้ง

ฉันไม่ได้เข้าไป

บรรทัดถัดมามีชื่อผู้หญิงอีกคน

ราตรีได้ยินด้วย

นวลกลับเข้ามาที่โรงพยาบาลช่วงบ่าย หลังได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง

นนท์มาส่ง เขาหยิบถุงจากเบาะหลังยื่นให้

“ของพี่อิ่มครับ หมอลืมไว้”

เธอรับถุงขนมแล้วหัวเราะเบา ๆ

“ป่านนี้คงยุบหมดแล้วค่ะ”

“ยังไม่หมดอายุ ผมดูแล้ว”

นวลยิ้ม ก่อนเห็นภูเมืองเดินออกมาจากอาคาร เขามองทั้งคู่แล้วหยุดรออยู่ข้างทาง

นนท์ยกมือทัก

“ผมไปเก็บของก่อนนะครับ”

เมื่อเหลือกันสองคน ภูเมืองถามว่านอนไปเท่าไร

“พอหลับตาค่ะ คุณล่ะ”

เขาไม่ตอบ

“นั่นไง”

นวลขยับจะเดินผ่าน แต่เขารับถุงไปถือให้

“ผมแวะหาหมอที่ห้องพักตอนเช้า เมย์บอกว่ากลับแล้ว”

“ฉันส่งข้อความบอกคุณแล้วค่ะ”

“ผมเห็นทีหลัง”

เธอมองเขา

“แล้วทำไมไม่ตอบ”

ภูเมืองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดบทสนทนา ข้อความที่พิมพ์ไว้ยังค้างอยู่ในช่องส่ง

ถึงห้องแล้วนอนเลยนะครับ ตื่นค่อยคุยกัน

นวลอ่านแล้วส่ายหน้า

“คุณจะให้ฉันเดาว่าส่งแล้วในใจหรือคะ”

“ครั้งนี้ผิดจริงครับ”

เขากดส่งต่อหน้าเธอ

โทรศัพท์ในกระเป๋านวลสั่น ทั้งคู่มองหน้ากัน ก่อนเธอจะหลุดยิ้ม

จ่าเนศตามพบเบอร์ราตรีจากข้อมูลที่ฝ้ายช่วยค้นให้

เธอเคยเป็นผู้ช่วยดูแลผู้ป่วย ปัจจุบันรับเย็บผ้าอยู่ที่บ้าน ภูเมืองให้ติดต่อขอนัดพูดคุย โดยยังไม่บอกรายละเอียดในจดหมาย

ราตรีรับสายแล้วเงียบไปนานเมื่อได้ยินชื่อสุรีย์

“ตายแล้วจริง ๆ หรือคะ”

“ครับ”

“เมื่อคืนยัง…”

เธอหยุด

จ่าเนศรอ ก่อนถามว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น

“เขาโทรหาฉันค่ะ แต่ฉันไม่ได้รับ”

“ประมาณกี่โมงครับ”

“ดึกแล้ว ฉันหลับไปก่อน”

เธอรับปากว่าจะเก็บประวัติการติดต่อไว้ และยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปพบช่วงเย็น

ก่อนวางสาย เธอถามขึ้น

“เขาพบสุรีย์ในห้องไหนคะ”

“ห้องนอนที่บ้านครับ”

ปลายสายมีเสียงลมหายใจสั่น

“คลุมผ้าไว้หรือเปล่า”

จ่าเนศเงยหน้ามองภูเมือง

เขายังไม่ได้บอกเรื่องผ้าห่ม

พิชญาอ่านชื่อสถานดูแลจากข้อความของคนรู้จักอีกครั้ง

เขาตอบเรื่องที่เธอเคยถามเกี่ยวกับธวัช พร้อมบอกว่าอดีตพยาบาลจากที่นั่นเพิ่งเสียชีวิต ตำรวจมาติดต่อขอข้อมูลแล้ว

เธอวางโทรศัพท์ลงข้างแก้วกาแฟ ก่อนหยิบขึ้นมาใหม่

ชื่อแนนอยู่เกือบบนสุดของรายการสนทนา รูปประจำตัวเป็นหญิงผมประบ่าสวมเสื้อสูท

รู้จักที่นี่ไหม

เธอส่งชื่อสถานดูแลไป

ไม่ถึงนาที แนนโทรกลับ

“ถามทำไม”

“มีคนพูดถึง เลยนึกว่าแกอาจเคยรับงานให้”

“ฉันดูสัญญาให้กิจการของคุณวิชาญอยู่”

พิชญาหยุดหมุนช้อน

“สนิทกับเขาไหม”

“เป็นลูกความ มีอะไรญา”

“อดีตลูกน้องเขาเสียชีวิต”

แนนเงียบไป ก่อนถามว่าเรื่องเกิดที่ไหน

พิชญาบอกเท่าที่รู้ ก่อนเอ่ยชื่อคนทำคดี

“สารวัตรภูเมือง”

ปลายสายเงียบไป

“แนน ฟังอยู่ไหม”

“ฟังอยู่ เดี๋ยวฉันคุยกับลูกความก่อน”

“มีอะไรคืบหน้าก็โทรมานะ”

“อืม”

พิชญาวางสายโดยไม่ได้ติดใจ

แนนยังถือโทรศัพท์แนบหูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลดมือลง

เพื่อนสนิทไม่เคยรู้ว่าเธอกับภูเมืองเคยคบกัน และเมื่อครู่เธอก็เลือกที่จะไม่บอก

ราตรีดึงม่านหน้าร้านลงครึ่งหนึ่ง

เธอเพิ่งรับสายจ่าเนศอีกครั้ง เขาบอกว่ากำลังมา ขอให้เธออยู่รอและโทรกลับได้หากมีอะไรผิดปกติ

เธอนำโทรศัพท์วางข้างจักร แล้วเปิดประตูหน้าบ้านไว้

ข้างนอกมีเด็กปั่นจักรยานผ่าน เสียงแม่ค้าขายผลไม้ดังจากปากซอย ราตรีเลื่อนเก้าอี้มานั่งใกล้ประตู มองแสงแดดที่ยังส่องถึงปลายเท้า

โทรศัพท์ดังขึ้น

หมายเลขไม่คุ้น แต่เธอคิดว่าตำรวจอาจโทรมาอีกจึงรับทันที

“ค่ะ”

ไม่มีคนตอบ

มีเพียงเสียงล้อฝืดครูดกับพื้น

ราตรีลุกขึ้น

“ใคร”

เสียงนั้นหยุด

แล้วผู้หญิงคนหนึ่งก็กระซิบ

“พี่สุรีย์กลับมาเข้าเวรแล้วนะ”

ราตรีกดตัดสาย รีบโทรหาจ่าเนศ นิ้วสั่นจนกดชื่อผิด

ด้านหลังร้านมีเสียงเคาะ

สามครั้ง

เธอหันไปมองประตูห้องเก็บผ้าที่ล็อกไว้ตั้งแต่เช้า

“พี่ราตรี”

เสียงสุรีย์เรียกจากข้างใน

“คืนนี้พี่จะปล่อยให้หนูอยู่กับเขาอีกหรือ”

ราตรีถอยออกไปหาแสงหน้าบ้าน

โทรศัพท์แนบอยู่กับหู เสียงรอสายยังดัง

ลูกบิดห้องเก็บผ้าค่อย ๆ หมุน

ทั้งที่กุญแจห้องนั้นอยู่ในมือเธอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป